“ทำไมเว็บนี้โหลดช้าจัง ไม่เอาแล้ว ไปเว็บอื่นดีกว่า”
“โอย ค้างอีกแล้ว เมื่อไหร่จะโหลดเสร็จ Refresh 3 รอบแล้วนะ”

เคยเจอความรู้สึกแบบนี้กันไหมคะ?

ความรู้สึกที่คุณเข้าเว็บไซต์ไปแล้วเว็บไซต์นั้นโหลดไม่ขึ้นสักที แถมเว็บไซต์ตอบสนองช้ามากไม่ว่าจะกดปุ่มอะไรก็ตาม และคุณที่ตัดสินใจกดออกจากเว็บไซต์นั้นไปในที่สุด ลองนึกภาพดูว่า ถ้าหากมีคนที่เจอปัญหาแบบเดียวกับคุณเข้ามา 1,000 คนและตัดสินใจออกไปแบบนี้ Bounce Rate ของเว็บไซต์คุณก็คงจะเพิ่มขึ้น แถมยังมีส่วนในการทำให้ Google ตัดสินใจลดอันดับการแสดงผลในเว็บไซต์ของคุณอีกต่างหาก

Google ได้ทำสถิติออกมาแล้วว่า Bounce Rate นั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 32% หรือมากกว่า 1/3 สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้เวลาโหลด 1-3 วินาที ผู้ใช้งานมากกว่า 50% บอกว่าถ้าเว็บไซต์โหลดนานกว่า 3 วินาทีแล้วล่ะก็ ไม่เข้าดีกว่า ขอตัดสินใจปิดหน้าเว็บไซต์ไปเลยก็แล้วกัน 

ปล. ถ้าหากคุณยังไม่รู้ว่า Bounce Rate คืออะไรและสำคัญอย่างไรกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์แล้วล่ะก็ คุณสามารถอ่านได้ที่นี่ลยค่ะ เพราะเดี๋ยวเราจะพูดถึง Bouce Rate กันอีกสักพักเชียวแหละ 🙂

Page Speed หรือความเร็วในการโหลดแต่ละหน้าของเว็บไซต์ มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และมีความสำคัญต่อ SEO ของเว็บไซต์อย่างมาก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้เข้าเว็บไซต์ตัดสินใจดูเว็บไซต์ของเราต่อ หรือกดออก และยังส่งผลต่อ Metrics อื่นๆ อย่าง Bounce Rate หรือคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์อีกด้วย เรียกได้ว่าเว็บจะมีคนเข้าเยอะ เข้าน้อย ผู้ใช้งานจะรู้สึกชื่นชอบและอยากใช้งานต่อเนื่องหรือไม่ ความเร็วของเว็บไซต์มีผลกระทบอย่างมากเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการให้เว็บไซต์ที่คุณได้ลงทุนลงแรงสร้างขึ้นมาตอบสนองกับกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นแล้วล่ะก็ การปรับปรุงความเร็วให้ดีคือสิ่งที่หลงลืมไปไม่ได้เลย การปล่อยให้เว็บไซต์โหลดช้า ตอบสนองไม่ดี จนทำให้ผู้เข้าชมรอไม่ไหวเลือกที่จะกดออก นั้นก็เปรียบเสมือนกับคุณมีหน้าร้านเตรียมขายสินค้า มีลูกค้ามาเข้าคิวรอหน้าร้านแต่พนักงานไม่ยอมเปิดประตูให้ลูกค้าเข้าร้าน จนลูกค้าเดินไปซื้อร้านอื่นนั่นแหละค่ะ

เพิ่มความเร็วเว็บไซต์

สำหรับบุคคลทั่วไปสาย Non-Technical ที่ไม่มีความรู้ลึกด้านเทคนิคการปรับปรุงเว็บไซต์ หรือคนที่ไม่ใช่ Web Developer อาจจะมองว่าการปรับความเร็วของเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ยากและวุ่นวาย ทั้งต้องปรับหลังบ้าน แก้ Coding ต่างๆ ยุ่งยากแบบนี้ปล่อยให้ช้าไปซักนิดคงไม่เป็นไร 

แต่ว่าจริงๆแล้วการปรับความเร็วเว็บไซต์นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก มีหลายอย่างที่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์  เรียกได้ว่าไม่ต้องเป็น Web Developer ก็สามารถปรับเว็บไซต์ ให้เร็วขึ้นได้ง่ายๆ 

และในบทความนี้ UNBOX BKK จะมาแจกเทคนิคการเพิ่มความเร็ว (Site Speed) ของเว็บไซต์แบบง่ายๆ ใครๆก็ทำได้กันค่ะ

3 เทคนิคการเพิ่มความเร็ว (Site Speed) ของเว็บไซต์ง่ายๆ ใครก็ทำได้แน่นอน 

1. ปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ (photo optimization)

แน่นอนว่ารูปภาพนั้นสำคัญต่อเว็บไซต์ เป็นจุดดึงดูดและแสดงภาพลักษณ์ของแบรนด์ของคุณ ยังไงก็ขาดไม่ได้ รูปต้องชัด ต้องสวย แต่ในขนาดเดียวกันก็ต้องอย่าลืมปรับขนาดรูปด้วย ไฟล์ภาพที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นบนเว็บไซต์ทำให้เว็บโหลดช้า โดยเฉพาะเวลาที่เว็บไซต์ของคุณไปแสดงบนมือถือ เพราะฉะนั้นการลดขนาดไฟล์ (แต่ไม่ลดคุณภาพไฟล์)  ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ โดยมีวิธีปรับง่ายๆ โดยยึดหลัก 3 ล: ดังนี้ค่ะ

1.1 เลือก

อย่าลืมเลือกเช็คก่อนว่ารูปภาพหรือวีดีโอเหล่านั้นจำเป็นกับเว็บไซต์ของเราหรือเปล่า หากมีแล้วไม่เป็นการส่งเสริมเว็บไซต์ก็ให้ตัดออกไปดีกว่า จะได้ไม่หนักเว็บไซต์

1.2 ลด

หลายๆเว็บไซต์เต็มไปด้วยรูปภาพและวีดีโอขนาดใหญ่ จากประสปการณ์ของทีม UNBOXBKK ที่เคยเข้าไปทำการปรับแต่งเว็บไซต์ บางเว็บทำมาเพื่อใช้งานในมือถือแต่รูปภาพขนาดใหญ่แบบที่ปรินท์ออกมาทำบิลบอร์ดได้เลย ซึ่งในกรณีนี้ต้องทำการลดขนาดรูปอย่างด่วน ซึ่งทำได้ง่ายมากแค่ ใช้ Photo Editing Software ปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสม และสำหรับสำหรับคนใช้ Adobe Photoshop ทำรูป ลองกด CTRL+SHIFT+ALT+S เพื่อ Save an Optimized Image for Web ได้เลย หรือจะ Compress และ Optimize ขนาดรูปภาพและวีดีโอด้วยการใช้ Free Tools ต่างๆ เช่น Compressor.io หรือ Tinypng เพื่อลดขนาดรูปภาพโดยไม่ลด Quality ของรูปภาพ

1.3 เล็ม

อีกอย่างที่สมควรทำคือการเล็ม (Trimming) ความยาวของวีดีโอต่างๆในเว็บ ให้มีความยาวเหมาะสม เลือกเอาเฉพาะตอนที่เนื้อๆเน้นๆ ส่วนที่ยาวกว่านั้นอาจแปะลิ้งค์ให้เข้าไปรับชมต่อในเว็บไซต์วีดีโอโดยเฉพาะอย่าง YouTube ก็จะทำให้ความเร็วของเว็บดีขึ้นค่ะ

site speed improvement

2. เลือก Theme ที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป

สำหรับคนที่ทำเว็ปไซต์แบบใช้ธีมสำเร็จรูปควรระวังในเรื่องของขนาดธีม เพราะบางครั้งธีมสวยๆแต่ขนาดใหญ่ไป อาจส่งผลให้เว็ปไซต์โหลดช้าลงได้ ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจก่อนว่าจุดประสงค์ของเว็ปไซต์นี้คืออะไร แล้วจึงลองดูธีมที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ของคุณ 

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการใช้ธีมสำเร็จรูปในการทำเว็บไซต์คือ อาจจะมีส่วนที่เราไม่ได้ใช้งานปะปนมาอยู่ในธีมนั้นๆ ซึ่งเราไม่สามารถเอาออกได้ ทำให้เว็บไซต์ของเรามีส่วนของข้อมูลที่ไม่จำเป็นปะปนอยู่ส่งผลกระทบต่อความเร็วของเว็บไซต์ ทำให้โหลดช้าลงไปอีก

ซึ่งธีมที่โหลดเร็วและได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนทำ WordPress มีดังนี้ค่ะ Genesis Framework จาก WPEngine และ Themeforest ลองเลือกมาสักอัน รับรองเว็บไม่หนัก โหลดเร็วขึ้นแน่นอน 

3. ติดตั้ง Plug-in เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สำหรับผู้ใช้ WordPress แล้ว การหา Plug-in ดีๆ น่าสนใจ แบบฟรีๆ น้ันไม่ใช่เรื่องยาก และทำให้เว็บไซต์มีลูกเล่นดีขึ้น หลายๆ คนเลยกดโหลดมาใส่เต็มไปหมด แต่ UNBOX BKK ไม่แนะนำให้ติด Plug-in เยอะเกินความจำเป็นนะคะ Plug-in แต่ละอันขนาดไม่ใช่น้อย ยิ่งมี Plug-in เยอะๆ เว็บไซต์ของคุณจะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะติด Plug-in แต่ละอันเราอยากให้คุณทำสิ่งต่อไปนี้ก่อนค่ะ

  • Review ดูว่าตอนนี้มีติด Plug-in อะไรบ้างบนหน้าเว็บไซต์ และ Plug-in แต่ละอันได้ถูกใช้ให้สมกับประสิทธิภาพหรือเปล่า
  • มีติด Plug-in ที่ซ้อน Feature ใกล้ๆกันไว้ไหม และ Plug-in ไหนทีไ่ม่มีความจำเป็นหรือทำหน้าที่คล้ายๆกันก็ Remove ออกบ้าง เว็บไซต์จะได้เบาขึ้น

สรุป

การปรับแต่งเว็บไซต์โดยใส่ใจในเรื่องของความเร็วนั้นถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก อย่าลืมว่า หน้าร้านออนไลน์ก็ต้องได้รับการดูแลเหมือนกับหน้าร้านบนโลกออฟไลน์ ความเร็วบนหน้าเว็บไซต์ก็เหมือนกับการอำนวยความสะดวกของพนักงานหน้าร้าน อย่าปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ว่ามีลูกค้ามารอต่อคิวหน้าเว็บไซต์ แต่เว็บดันโหลดช้า เหมือนพนักงานดันไม่ยอมออกมาเปิดประตูต้อนรับ ทำให้ลูกค้าทนไม่ไหว ต้อง Bounce ออกไปซื้อจากร้านอื่น (เว็บไซต์อื่น) นะคะ เดี๋ยวจะหาว่า UNBOX BKK ไม่เตือน

Contributor

Katina Rinsawad

Considered herself as a Digital Nerd. Full time digital marketer and freelance business consultant for SMEs. 70% of her life is spent in digital world while the remaining 30% is with luggages, boarding passes, and 2 cameras.