ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ที่ต้องเข้าทุกวันของคนไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่า Google หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ‘อากู๋’ ต้องอยู่ในลิสต์แน่นอน ในแต่ละเดือนมีคนเข้ามาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์กูเกิ้ลประเทศไทยมากกว่าเดือนละ 800 ล้านครั้ง* (ข้อมูลจาก Similarweb.com) 

ในเมื่อมีคนมาเข้าใช้เยอะขนาดนี้ Google Ads ซึ่งเป็น Platform การโฆษณาหลักของ Google จึงเป็นสื่อโฆษณาที่นักการตลาดดิจิทัลไม่รู้ไม่ได้ โดย Google Ads นี้ถือเป็นด่านแรกของการทำ Digital Marketing กันเลยทีเดียว 

Google Ads เปิดให้บริการในฐานะ Marketing Platform มาตั้งแต่ปี 2000 และมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มลูกเล่น และการออกฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และด้วยความที่ Google Ads เองมีการปรับเปลี่ยนบ่อย (และมักจะปรับโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า) รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของคนไทยและความเปลี่ยนแปลงในการทำการตลาดทั่วไป ทำให้หลายๆคนเกิดอาการสับสน ตามไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร อะไรควรทำ และอะไรที่ห้ามทำ 

ในบทความนี้ UNBOX BKK จึงจะมาแนะนำ 5 ข้อสำคัญที่ควรระวังสำหรับนักยิงโฆษณา Google Ads มือใหม่ โดยเน้นจุดหลักๆ ที่หลายๆคนอาจจะนึกไม่ถึง ซึ่งทั้ง 5 จุดนี้สำคัญมาก หากทำไม่ถูกต้องก็อาจทำให้ Google Ads ของเราไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรและทำให้เราพลาดโอกาสทางการตลาดไป เรามาดูกันดีกว่า ว่า 5 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

1. งบประมาณ: ระวัง! อย่าใช้งบประมาณโฆษณาต่อวันน้อยเกินไป

สำหรับการทำ Google Ads แล้ว การตั้งงบประมาณนั้นมีให้เลือกสองแบบคือแบบรายวันหรือรายแคมเปญ (ใช้งบประมาณก้อนเดียวจนกว่าจะจบช่วงเวลาในแคมเปญที่เราเลือกไว้) ด้วยความที่ Google Ads ไม่มีงบประมาณบังคับขั้นต่ำในการลงโฆษณา ทำให้หลายๆคน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นมักจะเกิดอาการกล้าๆกลัวๆ ในการลงงบประมาณ และทำให้เริ่มต้นการทำงานโดยใช้งบประมาณต่ำๆเอาไว้ก่อน 

แต่รู้หรือเปล่าคะว่า ถ้าหากคุณตั้งงบประมาณโฆษณาต่อวันน้อยเกินไปสำหรับเป้าหมายที่คุณเลือก อาจจะทำให้งบประมาณของคุณถูกใช้หมดภายในระยะเวลาไม่นาน หลายๆครั้งหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ พอเป็นแบบนี้แล้ว งบประมาณของคุณก็จะหมดและโฆษณาหยุดการแสดงผลเร็วเกินไป โดยที่คุณยังไม่ได้บรรลุจุดเป้าหมายหรือ KPI ในการทำการตลาดของตัวเองเลย และการที่ตั้งค่างบประมาณต่ำเกินไปจะทำให้ระบบ Machine Learning ไม่สามารถเรียนรู้ได้ แบบนี้นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ในการทำโฆษณาแล้วระบบยังไม่ได้ข้อมูลต่างๆ ที่จะเอามาใช้ในการวิเคราะห์ต่อไปอีก ทำให้ทำโฆษณาต่อเนื่องกี่ครั้งก็ไม่มีประสิทธิภาพทุกครั้งไป

Google Ads

ลองนึกภาพถึงสถานการณ์ใกล้ตัว สมมุติว่าคุณเอต้องการลงโฆษณาโรงแรมของตนเอง ซึ่งมีราคาค่าพักอยู่ที่ 2,500 บาทโดยเฉลี่ยต่อคืน และเป้าหมายในการทำโฆษณาคือการจองห้องผ่านเว็บไซต์ โดยเลือกคีย์เวิรด์ยอดนิยมอย่างคำว่า “โรงแรมที่ดีที่สุดในหัวหิน” และ “บูทีคโฮเทล หัวหิน” ซึ่งมีผู้ลงโฆษณารายอื่นๆซื้อแข่งกันเป็นจำนวนมาก  

ด้วยความที่คุณเอไม่มีประสปการณ์ในการทำ Google Ads มาก่อน ทำให้คุณเอเกิดความกลัว ตั้งงบประมาณเพียงแค่วันละ 100 บาท ในขณะที่ค่าประมูลการขึ้นอันดับในหน้าแรกของคีย์เวิร์ดที่คุณเอเลือกนั้นอยู่ที่ครั้งละประมาณ 50 บาท ในกรณีนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ระบบจะทำการโชว์โฆษณาของคุณเอเพียงแค่จนถึงเวลาที่มีคนคลิกโฆษณา 2 ครั้ง (50 บาทต่อครั้ง) หลังจากนั้นระบบจะหยุดแสดงโฆษณาทันที เนื่องจากงบประมาณไม่พอ ซึ่งหากมึลูกค้าที่สนใจจองคลิกแค่ 2 คน โอกาสในการจองก็ริบหรี่เหลือเกิน แบบนี้คุณเอก็จะคิดว่าทำไม Google Ads ไม่ได้ผล เลิกทำไป ทั้งๆที่โอกาสทางธุรกิจอยู่ตรงหน้าแท้ๆ

ทีมงาน UNBOX BKK ขอแนะนำเคล็ดลับในการตั้งค่า Google Ads ในกรณีที่เรามีงบประมาณที่น้อยมากๆ ตามนี้ค่ะ

  • Choose Your Location Wisely: เลือก Location หรือพื้นที่ที่ของผู้ชมโฆษณาให้กระชับมากขึ้น โดยเน้นไปที่การใช้ Location ที่เจาะจงและเหมาะกับธุรกิจของเรามากขึ้น เช่น ถ้าหากสินค้าของเราจัดส่งได้เฉพาะในกรุงเทพ ก็เลือกตั้งค่าให้โฆษณาแสดงเฉพาะกับผู้ชมที่อยู่ในกรุงเทพฯ แทนที่จะเป็นประเทศไทยทั้งประเทศ 
  • Time Your Ads: ตั้งเวลาโฆษณาให้ Ads แสดงเป็นช่วงๆ แทนที่จะโชว์ทั้งวันเพื่อประหยัดงบประมาณ ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็นสถานเสริมความงามที่ต้องการให้คนโทรเข้ามาจองคิว ก็อาจเลือกให้โฆษณาแสดงเฉพาะเวลาทำการของคลินิก เวลาคนโทรเข้ามาจะได้มีพนักงานคอยรับโทรศัพท์ เป็นต้น
  • Go For More Specific Keywords: เลือก Keywords หรือคำหลักสำหรับทำโฆษณาที่การแข่งขันไม่สูงมากราคาสมเหตุสมผล และตรงกับสินค้าและบริการของเรา เพื่อช่วยให้คุณได้เปรียบทางการตลาด แทนที่จะเลือกคีย์เวิรด์ท๊อปฮิตที่มีการแข่งขันสูงและราคาแพง เช่นเลือกที่จะให้โฆษณาของคุณโชว์เมื่อมีคนค้นหาคำว่า “โรงแรมโรแมนติค หัวหิน” ซึ่งมีราคาถูกว่าคำว่า “โรงแรมที่ดีที่สุดในหัวหิน” เป็นต้น
ข้อควรระวังในการทำ Google Ads

2. Negative Keywords: ลืมไม่ได้ ต้องใส่ Negative Keywords หรือคำที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปด้วย 

ทุกคนทราบกันดีว่า คีย์เวิร์ดนั้นถือเป็นหัวใจหลักสำหรับการทำ Google Ads แต่หลายๆคนมักจะลืมนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า Negative Keywords หรือคำหลักเชิงลบ ที่ทำหน้าที่บอกระบบว่า หากมีคนค้นหาด้วยคำหลักเชิงลบเหล่านี้แล้วล่ะก็ ห้ามนำโฆษณาไปโชว์ให้เห็นเด็ดขาด 

เนื่องด้วยหลายๆ ครั้ง การค้นหาข้อมูลบน Google นั้นอาจจะมีข้อมูลต่างๆ มากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ ซึ่งปกติแล้วการทำตลาดบน Google สำหรับมือใหม่นั้นจะสนใจแต่การใช้ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของตัวคุณเองโดยตรง โดยบางครั้งคุณอาจจะลืมคิดไปว่า Keywords เหล่านี้ อาจจะมีความหมายอื่น เมื่อถูกใส่ลงไปในประโยคต่างๆ ด้วย ทำให้คนที่เข้ามาค้นหาที่ไม่เข้าข่ายกลุ่มเป้าหมายของคุณกดเข้าโฆษณามาหาคุณด้วยและสามารถทำให้คุณเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ รวมถึงบางครั้งยังอาจทำให้ภาพลักษณ์สินค้าของคุณเสียหายอีกด้วย 

ยกตัวอย่างเช่น คุณบีลงโฆษณา Google ขายกระเป๋าแบรนด์เนม จึงเลือกใช้คำว่า “กระเป๋าแบรนด์เนม” เป็น Keywords ในการยิงโฆษณา โดยที่ไม่ได้ใส่คีย์เวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย ทำให้คนที่เข้ามาค้นหากระเป๋าแบรนด์เนมของปลอมเห็นโฆษณานี้ด้วย โดยกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมของจริง และไม่ใช่กลุ่มลูกค้าของคุณบี ทำให้คุณบีเสียค่าโฆษณาโดยใช่เหตุ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีแบบนี้อีก คุณบีควรใส่คำหลักเชิงลบ (Negative Keywords) ลงไปเป็นคำว่า “ของก๊อป” “ของปลอม” “Mirror” ซึ่งจะทำให้โฆษณาของคุณบีไม่ไปโชว์ให้ผู้ที่ค้นหาโดยใช้คึย์เวิร์ดที่กล่าวมานั้นเห็น

3. Keywords: Mass Keyword is Never a Good Idea อย่าใช้ Keywords เยอะเกินไปใน 1 กลุ่มโฆษณา

สำหรับนักยิงโฆษณา Google มือใหม่นั้น การเลือกใช้ Keywords อาจจะยังไม่แม่นยำมาก ใส่ Keywords เยอะเกินความจำเป็น แถมยังมีงบประมาณไม่มาก ทำให้งบประมาณของเราถูกแบ่งออกไปประมูลคำหลักต่างๆมากมาย ไม่ได้โฟกัสงบประมาณลงเงินที่ Keyword ไหนเลย นอกจากจะทำให้โฆษณาของเรามีโอกาสแสดงผลในการค้นหาด้วย Keyword ที่ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ยังทำให้งบประมาณของเราหมดเร็วขึ้นอีกด้วย

สำหรับมือใหม่ที่กำลังเลือกว่าจะใช้ Keyword ไหนดี ทีมงาน UNBOX BKK ขอแนะนำดังนี้นะคะ

  • เลือกใช้ Keyword ที่ใกล้เคียงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับธุรกิจของคุณ​โดยเน้นที่จุดขายเด่นๆของสินค้าและบริการของคุณ
  • เริ่มต้นแคมเปญด้วยการใช้ Keyword ไม่มาก อาจจะเริ่มที่ 10-15 คำและค่อยๆ ดูผลการทำงาน ปรับปรุงให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการใช้ Keyword ที่เยอะเกินไป และทำให้โฆษณาไปโชว์ผิดที่ผิดทาง แถมยังช่วยให้จัดสรรงบประมาณและเลือกค่าการประมูลแต่ละ Keyword ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย 

เขียนโฆษณาให้เหมาะสมกับ Keyword ที่เราเลือก อย่าใช้โฆษณาตัวเดียวกับ Keyword ทุกตัว ยกตัวอย่างเช่นคุณซีมีธุรกิจร้านอาหารเพื่อสุขภาพและ เลือกซื้อ Keyword “อาหารสุขภาพส่งฟรี” และ “อาหาร คีโต” ตอนที่คุณซีเลือกเขียนโฆษณาก็ต้องเขียนหลายๆแบบให้เหมาะกับ Keyword ที่คุณซีเลือกไว้ โดยคนที่ค้นหาอาหารส่งฟรีก็ควรจะได้เห็นโฆษณาที่เน้นให้ทราบว่าร้านนี้มีบริการส่งฟรี ส่วนคนที่ค้นหาโดยใช้คีย์เวิรด์ “คีโต” ก็ควรจะได้เห็นโฆษณาที่บอกให้รู้เลยว่าอาหารคีโตของร้านนี้นั้น อร่อย และตอบโจทย์คีโตไดเอทขนาดไหน 

Google Ads

4. Conversion Tracking: หัวใจของการทำการตลาดผ่าน Google Ads ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ติดไม่ได้

Conversions หรือผลการประกอบกิจกรรมที่เราเลือกไว้ นั้นถือเป็นตัววัดผลที่ถือว่าสำคัญที่สุดในการทำโฆษณาบนโลกดิจิทัล ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเป็นการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาของคุณว่าตอบโจทย์ของธุรกิจของเราหรือไม่ คุ้มทุนโฆษณาหรือเปล่า 

ยกตัวอย่างเช่น คุณดีมีธุรกิจขายประกัน และต้องการให้คนเข้ามากรอกข้อมูลเพื่อให้เซลล์ติดต่อไปทำการปิดการขาย คุณดีก็ควรเลือก การกรอกฟอร์มให้สำเร็จเป็น Conversion สำหรับการทำโฆษณาผ่าน Google Ads หากคุณดีเลือกแบบนี้ และทำการติด Conversion Tracking ในหน้า Completed Form (กรอกข้อมูลสำเร็จเรียบร้อย) ก็จะทำให้ Google Ads ทำเก็บข้อมูลและการแสดงค่าคนที่เห็นโฆษณา คนที่คลิกโฆษณา รวมไปถึงจำนวนคนที่ทำการกรอกแบบฟอร์มจนสำเร็จ 

คุณดีสามารถเห็นข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และสามารถจะวางแผนการตลาด รวมถึงเลือกให้ระบบของ Google Ads เน้นการแสดงผลให้เกิดการกรอกฟอร์มมากกว่าการคลิ๊ก รวมถึงคุณดียังสามารถเลือกจ่ายเงินแบบ Pay Per Conversion / Cost Per Conversion หรือการจ่ายเฉพาะในกรณีที่มีคนมากรอกฟอร์มจนสำเร็จ แทนการจ่ายแบบ Cost Per Click ที่เป็นการจ่ายเงินแบบพื้นฐานอีกด้วย 

5. Review and Optimise: ห้ามปล่อยโฆษณาลง โดยไม่มีการจับตามองและอย่าลืมปรับแต่งโฆษณาเมื่อจำเป็น 

ข้อผิดพลาดที่ควรระวังที่สุดสำหรับนักยิงโฆษณามือใหม่ คือ การปล่อยโฆษณารันไปเอง โดยไม่มีการจับตามอง ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้แคมเปญของเราอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรและทำให้เสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุ โดยถ้าหากเราลองใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมงต่อวัน มาตรวจสอบ และเช็คประสิทธิภาพของการทำโฆษณา ลองนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ดู เราก็จะสามารถปรับปรุงแคมเปญให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นคุณอี ลงโฆษณาขายเสื้อผ้าแฟชั่นโดยต้องการให้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์กดสั่งซื้อสินค้าเลยทันที หลังจากลงโฆษณา Google Ads มาซักพักคุณอีก็สังเกตุได้ว่า โฆษณาของตนนั้นมีคนกดเข้ามาดูเยอะมาก มีค่า CTR (Click-Through-Rate) สูง แต่กลับมีคนกดสั่งซื้อ (Conversion Rate) ต่ำมาก คุณอีจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และพบว่า เว็บไซต์ในหน้าสั่งซื้อมีความเร็วในการโหลดต่ำมาก ทำให้คนรอโหลดไม่ไหว กดออกไปก่อนที่จะทำการสั่งซื้อ ทำให้ยอด Conversion ต่ำ คุณอีจึงทำการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ให้โหลดได้เร็วขึ้น ทำให้ยอดการสั่งซื้อมากขึ้นเป็นเท่าตัว

Contributor

Katina Rinsawad

Considered herself as a Digital Nerd. Full time digital marketer and freelance business consultant for SMEs. 70% of her life is spent in digital world while the remaining 30% is with luggages, boarding passes, and 2 cameras.