Google Analytics ถือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักการตลาดออนไลน์จำเป็นต้องรู้จักและคุ้นเคยในการใช้งาน เพราะถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณได้แบบละเอียดที่สุด ตั้งแต่จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ไปจนถึงระยะเวลาการใช้งานบนเว็บไซต์ หน้าคอนเทนต์ที่ audience ของคุณเข้ามา แถมเป็นเครื่องมือที่เปิดให้ใช้งานได้แบบฟรีอีกต่างหาก

ถึงแม้เท่าที่ดูมาจะมีข้อดีเยอะแยะมากมาย แต่ข้อเสีย หรือข้อด้อยของ Google Analytics นั้นก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะหน้าตา Interface ที่ดูออกจะใช้งานยาก จนอาจทำให้นัก Google Analytics มือใหม่ถึงกับขมวดคิ้วไปตามๆ กัน

วันนี้ UNBOX BKK จะมาอธิิบายถึง 7 คำศัพท์พื้นฐานที่คนใช้ Google Analytics ต้องรู้จักกัน พร้อมยกตัวอย่าง รับรองว่าหลังอ่านบทความนี้จบ คุณจะอ่าน Analytics ได้อย่างเข้าใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

1. Users

Users คือจำนวนของคนที่เช้ามาในเว็บไซต์ของคุณ อย่างเช่น ถ้ามีคุณ A เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ แล้วเปิดหน้าเว็บของคุณไปอีกสัก 3-4 ครั้ง แล้วกลับมาเปิดใหม่ในวันต่อมา จะถือว่า Users นี้ถูกนับเป็น 1 เท่านั้น โดยจะสามารถเป็นได้ทั้ง New User และ Returning user 

หมายความว่า ในช่วงเวลาที่ user 1 คนเข้ามา สามารถมีได้หลาย session ดังนั้นสรุปสั้นๆ เลยก็คือ 1 User = 1 Device ค่ะ

2. Session

Session คือ 1 ใน Metrics พื้นฐานที่สุดของ Google Analytics เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นค่าที่นำไปสู่การคำนวณ Metrics อื่นๆ อีกหลายตัว โดยความหมายของ Session นั้นคือ ช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้ใช้ 1 คน เข้ามายังเว็บไซต์ เช่น การเข้ามาดู Pages ต่างๆ บนหน้าเว็บ ซึ่งเป็นการทำให้เกิด Pageviews และอาจจะเข้ามาสร้าง Event บางอย่างที่เราได้กำหนดไว้ โดย Session นั้นจะคำนวณจากการที่ Users เข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของเราและอยู่ในเว็บไซต์ของเราเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที

3. Pageviews

Pageviews คือ จำนวนครั้งที่มีคนเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ โดยจะถูกนับทุกครั้งที่มีคนเข้ามา โดยไม่ได้นับเป็น Unique users ส่วนมากแล้ว Pageviews จะถูกใช้ในการมองภาพรวมของเว็บไซต์ ว่ามีคนเข้ามาดูหน้าเว็บของคุณกี่ครั้ง และหน้าไหนที่มีคนเข้ามาเยอะที่สุด ซึ่งถือเป็นคำตอบของคำถามยอดฮิตอย่าง “มีคนเข้ามาดูเว็บกี่คนแล้ว?”

4. Bounce Rate

Bounce Rate ถือเป็นอีกหนึ่งค่าที่หลายๆ คนจะนำเข้ามาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ โดยเป็นค่าที่แสดงให้เห็นถึงเปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้ามาเว็บไซต์ของคุณและออกไป

โดยการวัดค่า Bounce Rate นั้น Google จะนับจากการที Users ของคุณเข้ามาที่เว็บไซต์แล้วกดออกไปโดยไม่คลิกไปที่หน้าไหนต่ออีกเลย

ยกตัวอย่างเช่น

คุณ A เข้ามาที่หน้า Product Page แล้วกดออกไป โดยไม่คลิกไปดูหน้าอื่นเลย จะถือว่าเป็น Bounce 

รู้แบบนี้แล้ว หลายๆ คนอาจมองว่า Boune Rate เยอะ แปลว่าเว็บไซต์เราไม่ดี แต่เราอยากแนะนำให้คุณดูว่า Bounce Rate เยอะ อาจไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์ของคุณไม่ดีเสมอไป คุณอาจจะลองดูจำนวนของ Pageviews หรือ Users ประกอบด้วย ถ้าหากจำนวนของ Users หรือ Pageviews สูงถึงหลักล้าน ถ้าจะมี Bounce Rate 60%-80% นั้นอาจจะยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณมี Bounce Rate สูงเกิน 85% นั้นอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำคอนเทนต์หรือแก้ไข้ Website Structure ของคุณใหม่แล้วก็ได้

5. Average Time On Page

Average Time On Page นั้นความหมายตรงตัวเลย ก็คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่ User เข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของเรา โดยจะใช้เป็นอีก 1 Metric ที่ค่อนข้างสอดคล้องกันกับ Bounce Rate เพราะเรามองว่า ถ้าคนที่เข้ามาในหน้าเว็บ ใช้เวลาบนหน้าเว็บของเราไม่นาน ก็คงไม่แปลกที่จะมี Bounce Rate สูง

6. Goal

Goal คือ เป้าหมายของเว็บไซต์ที่เราทำการตั้งค่าไว้ ซึ่งถือเป็นอีก 1 ตัววัดประสิทธิภาพและ Objective ของธุรกิจของคุณ เช่น การกดสั่งสินค้า การสมัครสมาชิก การกดดาวน์โหลด หรือการกด Subscribe ต่างๆ ซึ่งเราสามารถไปตั้งค่า Goal ของเราได้ว่าเป้าหมายที่เราต้องการคืออะไร ซึ่งการสร้าง Website นั้นต้องสอดคล้องกันกับ Goal และ Objective ในการดำเนินธุรกิจของคุณด้วย เพราะ Goal อาจจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากกิจกรรมบนหน้าเว็บไซต์ของเราไม่ได้มีส่วนสนับสนุน Goal ที่คุณตั้งไว้ค่ะ

7. Source/Medium

ถือเป็นอีก 1 Metric ยอดฮิตที่นักการตลาดออนไลน์หลายๆ คนใช้บ่อยและสำคัญมาก เพราะเป็นตัวที่เอาไว้บอกเราว่า คนที่เข้ามาไหนเว็บไซต์ของเรานั้นมาจากไหน โดย Source นั้นจะหมายถึงแหล่งที่มาของผู้ชม โดยอาจจะเป็น Organic หรือ Third Party Websites อื่นๆ ได้แก่ Facebook, Pantip หรือเว็บไซต์อื่นๆ ก็ได้เช่นกันค่ะ ส่วน Medium นั้นหมายถึง วิธีการที่คนๆ นั้นเข้ามาเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการ Search เข้ามาโดยตรงอย่าง Organic หรือ ผ่าน Google AdWords อย่าง CPC ก็ตาม 

สรุป

ทุกๆ Metrics นั้นจะมีความสอดคล้องกัน เวลาวิเคราะห์ข้อมูลออกมา โดยปกติแล้ว เราจะสามารถมองจากมุมมองกว้างๆ ได้ก่อนเลยว่า การที่คนเข้ามาเว็บไซต์เราเยอะนั้นเข้ามาจากช่องทางไหนและเข้ามาผ่าน Source หรือ Medium อะไร โฆษณาที่เราใช้อยู่ให้ผลลัพธ์กับธุรกิจเราได้มากน้อยแค่ไหน ROI ถือว่าดีไหม

โดยทุก Metrics ที่เราเห็น นั้นสามารถเป็นตัววัดผลให้เราได้ เพราะเราจะมีการเปรียบเทียบสถิติในแต่ละ Period ได้เช่นกัน ทำให้เราสามารถนำมาดูว่าอะไรที่เราทำแล้วดี อะไรที่เราทำแล้วไม่ดี และนำตัวเลขเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ของเราได้ค่ะ

หรือถ้าอยากเรียนคอร์ส Google Analytics แบบละเอียดลองคลิกมาดูคอร์ส Google Analytics จาก UNBOX ได้ที่นี่เลยค่ะ

Contributor

Katina Rinsawad

Considered herself as a Digital Nerd. Full time digital marketer and freelance business consultant for SMEs. 70% of her life is spent in digital world while the remaining 30% is with luggages, boarding passes, and 2 cameras.