สถิติเกี่ยวกับ E-Commerce และ Email Marketing จากทั่วโลก

  • ต้นทุนของอีเมลทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่จ่ายไปสำหรับการส่งอีเมลต่อ 1 อีเมล สามารถสร้างรายได้ประมาณ 38 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็น 3,800 ของ Return on Investment (ROI)
  • 3.9 พันล้านคนเช็คอีเมลทุกวัน และสถิตินี้คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 4.3 พันล้านคนในปี 2023
  • 73% ของกลุ่ม Millennials ชอบให้แบรนด์สื่อสารถึงตนเองผ่านอีเมล
  • 59% ของผู้บริโภคยอมรับว่าอีเมล์ทางการตลาด (Marketing Email) ส่งผลกับการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ
(ขอบคุณข้อมูลจาก McKinley Media)

 

จากสถิติด้านบน บอกเลยว่าการที่จะหันมาเริ่มทำ Email Marketing นั้นเป็นการขยายช่องทางการสื่อสารให้กับธุรกิจและแบรนด์ ช่องทางการขาย สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างรากฐานการทำการตลอดบนโลกออนไลน์ให้มั่นคงขึ้นไปอีกค่ะ

ข้อดีของ Email Marketing

  • ลูกค้าเลือกที่จะรับอีเมลจากเรา ใช่ค่ะ ลูกค้าต้องเป็นคนพิมพ์อีเมลของตัวเองลงในหน้าที่เราทำแบบฟอร์มสมัครอีเมลรับข้อมูล/ข่าวสาร/โปรโมชั่น แปลว่าลูกค้าสนใจเราได้ระดับหนึ่งแล้ว และอยากที่จะรู้จักเรามากขึ้น และทำให้เราสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้เต็มที่ เพราะลูกค้าพร้อมที่จะรับข่าวสารจากเรา

  • ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการทำการตลาดดิจิทัลช่องทางอื่น มีตัวเลือกและ Package ให้เลือกมากมายจากหลายเจ้า และมีแบบฟรีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นด้วย
  • สามารถสื่อสารกับลูกค้าจำนวนมากๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถส่งข้อความหรือรูปภาพอย่างไรก็ได้ ไม่มีจำกัดว่าข้อความห้ามเยอะเกิน หรือรูปภาพได้แค่รูปเดียว
  • สามารถ Personalized ข้อความและเนื้อหาในอีเมลให้เหมาะกับ Profile ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่า สามารถส่งโปรโมชั่น หรือข่าวสารที่แตกต่างให้กัน ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • สามารถเพิ่มจำนวนคนเข้า Website/App หรือสร้างยอดขายได้
  • พวก Email Report และ Analytics สามารถ Track ความสำเร็จของ Email Campaign ได้ค่อนข้างละเอียด ในระดับที่เห็นเลยว่าใครเปิดอีเมลวันไหน เวลาไหน และคลิกที่ Link ใดบ้างในอีเมล และเมื่อสามารถ Track ได้ละเอียดก็สามารถทำการตลาดแบบ Retargeting ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งสามารถนำข้อมูลนี้ไปต่อยอดแผนการตลาดได้อีกด้วย

ข้อเสียของ Email Marketing

  • บ่อยครั้งที่อีเมลไปตกอยู่ใน Spam หรือ Junk Mail
  • ต้องมีรูปแบบที่สม่ำเสมอ ตรงนี้ถ้าธุรกิจหรือแบรนด์ไม่สามารถออกแบบ Graphic ได้เอง อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำเพิ่มเติม

  • ถึงแม้ว่าอีเมลจะไปถึง Inbox ของลูกค้าโดยตรง แต่เราก็ยังต้องแข่งกับอีเมลอื่นๆ ที่ลูกค้าได้รับเช่นกัน การที่ลูกค้าจะเปิดอีเมลของเรา จะต้องมีหัวข้อหรือ Subject Line ที่น่าสนใจและดึงดูด
  • จริงอยู่ที่เราสามารถส่งอีเมลให้คน 100,000 คนภายในไม่ถึง 1 นาทีได้ แต่กว่าจะผลิตอีเมลของมาได้แต่ละครั้งจะต้องใช้ความสามารถและเวลาพอสมควร
  • ถ้าข้อความหรือรูปภาพในอีเมลผิดหลังจากส่งออกไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ เพราะก่อนที่จะส่งอีเมลออกไป เราสามารถส่ง Test ได้ และต้องตรวจทานอย่างละเอียดทุกจุดก่อนที่จะส่งออกไปให้ลูกค้า

สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงมือทำ Email Marketing

  • ถ้าใครอยากลงมือทำ Email Marketing ด้วยตัวเอง ต้องยอมรับนะคะว่าจะต้องมีการเรียนรู้ระบบพอสมควร ถ้าเปรียบเทียบแล้ว การใช้ Facebook หรือ Instagram แค่สมัครเสร็จ อัพโหลดภาพ เขียนคำบรรยาย ก็ถือว่าเสร็จ แต่ในการทำ Email Marketing นั้นมีขั้นตอนที่มากกว่านั้นพอสมควร แต่ก็ไม่ยากเกินไป เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ระบบสร้างอีเมลไปจนถึงการส่งอีเมลไปหาลูกค้า

  • ต้องสร้างฐานลูกค้า ในโลกของ Email เราต้องหา Subscribers หรือลูกค้าที่สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมลก่อนที่เราจะสามารถส่งอีเมลได้ วิธีการอย่างง่ายคือการ Set Up แบบฟอร์มไว้บนเว็บของเรา หรือใส่ Link ไปที่แบบฟอร์มนั้นเวลาที่ทำโฆษณาใน Social Media ต่างๆ เช่น Facebook ซึ่งจุดนี้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร
  • ในการส่ง Email แต่ละครั้ง จะมีเทคนิคและ Guideline ที่ต้องทำตาม มิฉะนั้นอีเมลของเราอาจตกไปอยู่ใน Spam หรือ Junk Mail ได้
  • อย่ามองข้าม Detail เล็กๆน้อยๆ เพื่อให้การส่ง Email มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เวลาที่ควรส่งอีเมล หัวข้ออีเมล (Subject Line) ต้องเขียนอย่างไรให้ดึงดูด การจัดเรียงเนื้อหาในอีเมล
  • การทำ Email Marketing จะต้องมีความผิดพลาดต่ำมาก หรือเรียกว่าศูนย์ก็ได้ ย้ำอีกทีนะคะว่าถ้าส่งอีเมลไปแล้วมีข้อความผิด หรือรูปผิด เราไม่สามารถเรียกคืนได้ เพราะ Email ก็คือจดหมายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้นึกตามนะคะ ถ้าเราส่งจดหมายออกไปแล้ว เราก็ไม่สามารถเรียกคืนหรือแก้ข้อความในจดหมายได้เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นการทำ Email Marketing กว่าจะส่งออกได้นั้นต้องตรวจกันละเอียดยิบเลยกว่าจะส่งออกไปได้ ไม่เหมือนพวก Social Media ที่สามารถแก้ไขหรือ Edit โพสต์ได้ทุกเมื่อ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกว่าข้อมูลมันช่างเยอะแยะมากมายเหลือเกิน การทำ Email Marketing มันเหมาะกับธุรกิจของเราแล้วหรือยัง ทีมงาน UNBOX ตอบให้ง่ายๆเลยค่ะว่า ถ้ายังไม่มี Website ของแบรนด์หรือธุรกิจ หรือแม้กระทั่ง Blog ถือว่ายังไม่จำเป็นต้องทำ Email Marketing เพราะจุดประสงค์หลักของการทำการตลาดด้วยอีเมลคือการพา Users ไปที่ Website ของเราเพื่อ take action บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อ่านบทความที่น่าสนใจ ข่าวสารต่างๆ และที่นิยมที่สุด คือการไปทำการซื้อขายบน Website/App ของเราค่ะ

ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำ Email Marketing

จุดประสงค์ของอีเมล์นี้จาก Shopee คือ แจ้งโปรโมชั่นและส่วนลด เพื่อให้คนเข้ามาทำการซื้อของใน web/app

 

จุดประสงค์ของอีเมล์นี้จาก Pomelo คือ สินค้าและ Collection ใหม่ เพื่อให้คนเข้ามาชมและซื้อสินค้า

 

จุดประสงค์ของอีเมล์นี้จาก Netflix คือ หนังใหม่ หรือซีรี่ส์ที่น่าสนใจ เพื่อให้คนเข้ามาชมด้วย Netflix

 

จุดประสงค์ของอีเมล์นี้จาก Vogue คือ นำเสนอบทความ ข่าวสารให้คนเข้ามาอ่านบน Web/App ของ Vogue

 

ถึงแม้เราอาจยังไม่เริ่มทำ Email Marketing ในตอนนี้แต่เราสามารถเริ่มเก็บข้อมูลอีเมล์ลูกค้าได้เลย เมื่อถึงเวลาและโอกาสที่พร้อมทำ Email Campaign ก็สามารถทำได้เลย

ตัวอย่างง่ายๆ สร้างแบบฟอร์มรับอีเมลตั้งบนเว็บของเราเพื่อรับอีเมล์ของลูกค้า สะสมอีเมล์ไว้ แล้ววันที่พร้อมทำ Email Marketing ก็สามารถเริ่มได้เลยค่ะ

แบบฟอร์มรับสมัครข่าวสาร/โปรโมชั่นของ Pomelo อยู่ที่หน้า Home เป็นแบนเนอร์ขนาดใหญ่ โดดเด่น

 

แบบฟอร์มรับสมัครข่าวสาร/โปรโมชั่นของ Central Online อยู่ที่บริเวณ footer (ด้านล่างสุดของเว็บ) ซึ่งแสดงผลทุกหน้า

แบบฟอร์มรับสมัครข่าวสาร/โปรโมชั่นของ Big C Online อยู่ที่หน้า Home เป็น pop up ขึ้นมา สีสันโดนเด่น

ถ้าสนใจอยากทำ Email Marketing เต็มรูปแบบ สามารถติดต่อทีมงาม UNBOX ได้นะคะ 😊

ploy

Contributor

Chalida Jieampanich

Tech Savvy, Web Designer, Digital Marketer, Movies and Music Lover.